2009 Japan 日本国

posted on 27 Jun 2009 05:49 by glitterboi  in Travel

สวัสดีค่ะพี่น้อง

โทษทีนะคะที่หายหน้าหายตาไปเรย ขี้เกียจมานั่ง Blog อ่ะค่ะ ไม่ค่อยว่าง

ได้มีโอกาสฉายเดี่ยวไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นครั้งที่สองเป็นเวลายี่สิบวัน เหนีื่อยมั่กๆ ถ่ายรูปไว้เยอะมั่กๆด้วย แต่ก็ขี้เกียจเอามาลงใน exteen วันนี้เรยเอารูปที่ดองเอาไว้มาลงให้ดูเอาแบบพอหอมปากหอมคอค่ะ

เริ่มเรยนะคะ....

NEX

อันนี้ตอนหลังจาก TG 640 ลงตอนเช้าที่ Terminal 1 เสร็จก็เดินทางเข้าเมืองด้วย JR Narita Express โดยใช้ JR Railpass ค่ะ ไป validate ทันทีที่ JR Ticket Office นะคะพร้อมทั้งนำ Passport ไปสำแดงด้วย สำหรับ JR Rail Pass ที่ได้ทำพิธี validation แล้วเนี่ย ต้องรักษา pass เท่าชีวิตนะคะ เพราะถ้าหายแล้วเค้าจะไม่สามารถออกพาสใหม่ให้เราได้อีก การใช้ JR Pass ช่วยให้เราประหยัดค่าท่องเที่ยวได้เยอะมากๆ ไม่ต้องกลัวกระเป๋าฉีก และสะดวกเวลาเข้าออกเข้าออกประตูค่ะ

อยากจะบอกว่าเหนื่อยมั่กๆ นอนไม่หลับเรยตอนอยู่บนเครื่อง

จากนั้นก็อยู่ที่โตเกียวประมาณสี่วัน แต่ในช่วงนั้นไม่ได้ทำไรมาก นอนพัก เดินเล่น กิน ดื่ม ชิวๆ ไม่ได้ถ่ายรูปเลยตอนนั้นเพราะฝนฟ้าไม่เป็นใจเอาซะเลย ฝนตกแบบทุกวันนนนนนนนนนนนนน น่าเบื่อมั่กๆ

เอาล่ะค่ะ จากนั้นก็เตรียมตัวไปงานแต่งงานเพื่อนที่ Hakone ซึ่งเดินทางโดยรถไฟหัวกระสุนหรือเรียกง่ายๆว่า Shinkansen จาก Tokyo ลงสถานนี Odawara แล้วนั่งรถต่อเข้าไปที่โรงแรมค่ะ (ไม่ได้ถ่ายรูปไว้อ่ะ โรคขี้เกียจกำเริบ

ตัดมาเรยละกันที่โรงแรมนะคะ พักที่ Prince Hotel Hakone ตรงทะเลสาบ Ashi ค่ะ

โรงแรมก็โอเคเรยนะคะสะอาดสะอ้านไม่มีที่ติอยากจะบอกว่าเงียบสงบมั่กๆ มี Onsen ไว้ให้บริการด้วยทั้ง Indoor & Outdoor ถือว่าโอใช้ได้ค่ะ 

อันนี้ภาพจากในห้องค่ะ อยากจะบอกว่าเตียงนุ่มมั่กๆ นอนแล้วไม่อยากตื่นเรย อิๆ ที่นี่มี internet ไว้บริการฟรีในห้องด้วยค่ะ มีสาย LAN ไว้ให้พร้อม

อันนี้เป็นด้านนอกของโรงแรมค่ะ ข้างหน้าเป็น Lake Ashi ค่ะ

วันรุ่งขึ้นก็เริ่มพิธีงานแต่งเรย Perfect มั่กๆ ดีใจกับเพื่อนเราด้วยอย่างมากที่ได้เป็นฝั่งเป็นฝากับสามีสุดหล่อ

อันนี้ก็หน้าตาอาหารที่รับประทานกันวันนั้นนะคะ อะไรๆก็เป็นหัวใจไปหมดเห็นแล้วกรี๊ดสลบ...

 

 

หลังจากเสร็จพิธีต่างๆ ก็ถึงช่วงเวลาของหวานค่ะ ... อาการจะเป็นแบบนี้ทุกราย

จากนั้นต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันกลับ งานวันนั้นเป็นวันเสาร์ แขกที่มาเค้าก็อยู่โตเกียวกันหมด ก็นั่งรถไฟกลับกันหลังงานเลิกเลย ส่วนเราก็มุ่งหน้าสู่ Osaka ค่ะ 

เดินทางจาก Odawara ซักประมาณสองชม.เศษๆก็ถึงสถานนี Shin-Osaka จากนั้นก็เดินทางเข้าเมืองโดย Local Train ไปลงที่  Umeda  หรือ Osaka Station ค่ะ เราถึงโน่นก็ประมาณจะสี่ทุ่มได้ เหนื่อยกับการเดินทางโคดๆ ในประหว่างนั้นก็ทานข้าวค่ะ ไม่ได้ถ่ายรูปนะ เพราะหิวโซ อิๆ   จากนั้นก็เข้าไปพักที่โรงแรมนอนตามเรื่อง

วันรุ่งขึ้นก็ไปเยี่ยมเพื่อนอีกคนซึ่งไม่ได้เจอหน้ากันมานานมากๆมีลูกชายตัวเล็กๆน่ารัก จิงๆแล้วเค้าท้องและ due วันที่เจอเค้าพอดีแต่เค้ายังไม่รู้สึกเจ็บ พวกเราก็คาดเดาดูว่าคงจะคลอดคืนนั้นแน่ๆไม่ก็ตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น คุยกันประมาณสี่ซ้าห้าชม.ได้ คุยกันตามประสาสาวๆ จากนั้นเราก็ขอตัวกลับ เพราะเค้าอยู่ชานเมือง เดี๋ยวรถไฟหมดเราจะกลับโรงแรมไม่ได้

วันรุ่งขึ้นตื่นมาก็หาไรทาน ออกไปเดินดุ่มๆในเมือง จากนั้นก็ไป Osaka Castle ชอบค่ะ ร่มรื่นดี ^^

 

อยากจะบอกว่าที่สวนเนี่ยมีแมวจรจัดเยอะมั่กๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ เพราะว่าคนญี่ปุ่นหลายคนมักง่าย อยากเลี้ยงสัตว์แต่ขาดความรับผิดชอบ พอเลี้ยงไม่ไหวหรือไม่อยากมีภาระก็จะเอามาปล่อยที่สวน เค้ามีติดป้ายด้วยนะ ถ้าใครจับได้ว่าเอามาปล่อยก็โดนปรับเยอะมั่กๆ จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ ประมาณ 50000 - 100000 เยน ได้มั้ง เห็นแล้วสงสารแมวอ่ะ...

จากนั้นก็ออกเดินห้าง ทานข้าวเย็น แล้วก็ท่องราตรีค่ะ ... ออกดื่มอีกตามเรื่อง 

วันถัดมาก็ออกเดินเล่นปกติ แนวๆ Urban เหนื่อยก็หยุดพัก ... วันนี้ตื่นสายเพราะดื่มเยอะเกินเมื่อคืนก่อน ตื่นมาปุ๊บก็ออกไปทานข้าวเที่ยงเรย ทานเสร็จก็เดินๆแถว Umeda เดินเข้าร้านโน่นนี่ จนมาเจอร้าน Loft  อยากจะบอกว่าของที่นี่เยอะมากๆ ดูกันแบบไม่หวั่นไม่ไหว รู้สึกจะเป็นอาคารหกชั้นเห็นจะได้ ถ้าจำไม่ผิด เราก็เรยเดินไปเดินมา ได้ของติดไม้ติดมือกลับไปด้วยวันนั้นเป็นพวก Bento Accessories น่ารักๆ ก็ Happy มาก จากนั้นก็ออกไปเดินต่อ วันนั้นอากาศร้อนมั่กๆเดินแล้วเหนีือยหิวน้ำ เรยมานั่งพักที่ร้าน The Earth Cafe ใน Nu Chayamachi ชิวๆ

ร้านนี้เป็นร้านแนะนำค่ะ ขาย bakery และ เป็น cafe บรรยากาศลงตัวมั่กๆ สั่ง ice cream มาคลายร้อน.. ไม่ผิดหวังเรย อร่อยมั่กๆๆๆๆ ไว้กลับไปจะแวะไปอีก ค่าเสียหายก็พันกว่าเยนอ่ะค่ะ ก็ไม่เลวสำหรับอะไรๆที่เก๋ไก๋และอร่อยแบบเนี้ย

คืนนี้ก็ตลุยเมืองอีกตามเคย ไป Namba ในเขต Minami หรีอเขตทางใต้ของเมือง Osaka ค่ะ เดินดุ่มๆไป Dotonbori ตรงที่มีป้ายนีออน กูลิโกะ กะ ปูยักษ์ ค่ะ ก็ไม่มีไรมาก 

กองทัพเดินด้วยท้อง (อีกแล้ว) ... ออกหากิน ตามเคย

มื้อนี้เดินๆเจอร้านนึงเป็นร้านเล็กๆ คน reserve โต๊ะเต็มทุกโต๊ะ ก็เลยลองเข้าไปทานดู นั่งที่บาร์อ่ะค่ะ หือออออ อาหารสดมั่กๆ เป็นแนวๆปลา 90% แล้วร้านนี้ไม่มีซีอิ้วเวลาทาน sashimi หรือ จานอื่นๆนะคะ เป็น sea salt แทน เกลือพวกนี้มาจากหลายประเทศทั่วโลกนะคะ ตั้งแต่ Australia, France, India ... etc. อร่อยมั่กๆค่ะ ค่าเสียหายประมาณสี่พันกว่าเยน

แหกขี้ตาตื่นมาตอนเช้าก็ทานข้าวเช้าและเดินทางไปที่ Namba Station เพื่อที่จะไปต่อรถไฟไป Koyasan ค่ะ อันนี้ไม่ใช่รถไฟของ JR นะคะ เป็น Private Line (Nankai Koya Line) นานมั่กๆกว่าจะถึง แล้วยังต้องต่อรถกระเช้าขึ้นเขาและรถเมล์อีกต่อค่ะ

ที่ Koyasan ก็มีวัดวาอารามนิกายชินโตเยอะค่ะ ก็ต้องขึ้นไปดูว่าเป็งงัยบ้าง... เณรหล่อๆเยอะมากๆๆๆๆๆๆๆ

สังเกตได้ว่าเณรเค้าเนี่ยจะมีแบบเคร่งกะไม่เคร่งนะคะ แปลกตาไปอีกแบบ 

คืนนี้ก็พักที่วัด Sekisho-In ค่ะ เป็น Temple Stay ราคารวมอาหารเช้าและอาหารค่ำค่ะ

อันนี้รูปห้องนะคะ ไม่ได้ถ่ายเอาไว้อ่ะ (เอามาจากเวปไซต์ของทางวัด)

 

บรรยกาศด้านนอกของ Sekisho-In

อาหารก็จะเป็นอาหารมังสวิรัตนะคะ หรือที่เรียกว่า Shojin Ryori (精進料理) ค่ะ

ส่วนอันนี้เป็นหน้าตาอาหารที่ทานค่ะ

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวใน Koyasan ก็จะเป็น Oku-no-in, Kongobu-ji, Tokugawa Mausoleum, Garan, Daito, Saito และ Torodo ตามลำดับค่ะ คงไม่ต้องอธิบายอ่ะนะคะ ดูเอาเองจากรูปละกัน

 

รุ่งขึ้นก็เดินทางกลับไปตั้งหลักที่ Osaka อีกครั้งเพื่อที่จะเดินทางต่อไปยัง Himeji โดย Shinkansen ค่ะ

เดินทางโดย Shinkansen Hikari 465

ถึงแล้วค่ะ ไม่มี overnight แต่มีเวลาเดินไม่นานเพราะต้องเดินทางต่อไปยัง Hiroshima

คนเยอะมั่กๆ ทั้งที่ปราสาทและสวนซามูไร

เสร็จแล้วก็ต้องรีบระเห็ดขึ้นรถไฟไป Hiroshima ค่ะ

พอถึง Hiroshima แล้วก็เข้าเช๊กอินโลดค่ะ คืนนี้ที่ Hotel New Hiroden ค่ะ

วางข้าวของเรียบร้อยใจจิงอยากจะนอนพัก แต่กลัวว่าไม่คุ้มกับการมาเที่ยวและต้องการเจอสหายสาวเพื่อนรัก

เรยรีบจัดแจงติดต่อเพื่อนที่เรียนสมัยประถมสุดที่รักออกมาเจอกัน  วันนั้นเป็น summer festival ซะด้วยซิ

คืนนี้ไปเอนจอยกะอุ้ง ทานข้าวกัน เม้าแตก แล้วก็จิบเหล้าด้วย ตามระเบียบ 

และแล้วก็ถึงร้านอาหาร....

ได้เวลาหม่ำๆๆๆๆๆ

ดื่มกันต่อ ... แล้วก็ say "good night" กะอุ้ง งัยพวกเราก็ต้องได้เจอกันอีก

กรี๊ดดดดดดดดดดดดดด! เช้าแล้วต้องรีบไป Miyajima Island วันนี้โปรแกรมเต็มเอี๊ยด

เจอหนุ่มหล่อคนนี้บนเรือเรยต้องจับเอามาเป็นดาราจำเป็นซะเรย 555

แล้วก็เจอครอบครัวแสนน่ารัก

 

จากนั้นก็เดินขึ้นเขา Misen

ถึงแล้วค่ะ ยอดเขา... เหนื่อยโคดๆ แต่ก็ rewarding มากมาย

วิวจากบนเขาค่ะ 

ลงทีนี้ขึ้นกระเช้าค่ะ.... เหนื่อย...

เอาล่ะ หิวละ แต่ก็ต้องรีบกลับไปอีกฝั่งเพราะต้องไป Peace Memorial Park ด้วย

รีบทานอาหารอย่างเร่งด่วนค่ะ.... เพราะเรือข้ามฟากไม่ได้มาบ่อยๆ

และแล้วก็ถึง Hiroshima Peace Memorial Park 

อ้า... หมดโปรแกรมละ...​เหนื่อยมั่กๆ ได้เวลาทานอาหารค่ำแล้ว!!!

มาที่ฮิโรชิม่าทั้งทีก็ต้องกิน Okonomiyaki ค่ะ เอาแบบมีเส้นอ่ะ หิว...

อิ่มแล้วก็ออกไปเดินชมนกชมไม้ แล้วก็ฟังเพลงที่ local artist  มา entertain ประชาชนช่วง festival ค่ะ

ก็ได้บรรยากาศอีกแบบ

ขี้เกียจโพสแล้วอ่ะค่ะ ... ไว้หมดกันที่ Hiroshima ละกันนะคะ

ขอบคุณที่ติดตามชมค่ะ 

สวัสดีค่ะพี่น้อง

โทษทีค่ะ หายไปหลายวันเรย ไม่มีเวลาค่ะ

วันนี้ทำซุปกาและข้าวหมกไก่ทานนะคะ combo เดียวกันในโพสเดียวค่ะ

เอาล่ะ ไม่พูดพร่ามทำเพลงแล้ว... มาดูกันเรยค่ะว่าเป็งงัย

 

ของที่ต้องเตรียมในการทำซุปกา Matsutake Dobin Mushi  นะคะ

(อันนี้สำหรับทาน 2 ท่าน)

 

2 ถ้วย ซุปดาชิ - Dashi Stock

6 แผ่น เห็ด Matsutake  แล่เป็นแผ่นบางๆ (ถ้าใครไม่มีให้ใช้เห็ดหอมแทนก็ได้นะคะ)

1 ชิ้น ปลา fillet ไม่ติดกระดูกอะไรก็ได้ หั่นเป็นเหลี่ยมเล็กๆพอคำ (เดี๊ยนใช้ Seabass ค่ะ)

1 ชิ้น เนื้อไก่ช่วงน่อง หรือ อก (แบบไร้หนัง) หั่นเป็นชิ้นพอคำ

2-6 ตัว กุ้งสดขนาดกลาง

1 ช่อ Mitsuba หรือ ผักชี (เดี้ยนใช้ผักชีนะคะ เพราะชอบมากๆเป็นการส่วนตัว อิๆ)

6-7 เม็ด เม็ดแป๊ะก๊วย

1 ลูก มะนาวสด เอาไว้ตกแต่งตอนเสริฟบนกา

กาสำหรับ Dobin Mushi ถ้าไม่มีใช้กาน้ำชาธรรมดาก็ได้ค่ะ หรือ อะไรก็ได้ที่เอาเข้าซึ้งนึ่งได้

ซึ้งสำหรับนึ่งหน้ากว้างขนาด 26 เซ็นติเมตร ขึ้นไป

วิธีทำนะคะ

เอา เนื้อไก่ เนื้อปลา กุ้ง เห็ด เม็ดแป๊ะก๊วย Mitsuba หรือ ผักชี ลงในกา ตามด้วยซุป Dashi

จากนั้นเอาเข้าซึ้งนึ่งเป็นเวลา 10 นาที

เป็นอันเสร็จภาระกิจค่ะ 

ฮ่าๆๆๆๆ ง่ายอ๊ะป่าวคะ ... ออกไปทานข้างนอกแสนจะแพง...​ทำเองดีกว่า

 

ส่วนข้าวหมกไก่นี้ได้ inspiration จากเวปครัวไกลบ้านค่ะไม่ได้ทานจานนี้นานมั่กๆ เรยทำทานเองซะเรยแก้หิว

=============================================================

มาต่อกันด้วยข้าวหมกไก่นะคะ

ของที่ต้องเตรียมสำหรับข้าวหมกไก่มีดังนี้ค่ะ

เครื่องหมัก + ไก่

6 ชิ้น น่องไก่หรือสะโพก

1 กระปุกใหญ่ โยเกิร์ตแบบ Plain Low-FAT ไม่มีรสชาดนะคะ (เดี๊ยนใช้ Organic ค่ะ)

Hot Curry Powder, Ground Turmaric, Ground Cardamom, Ground Mace, Nutmeg, Cloves

(เผอิญขาด Coriender Seeds กะ Caraway Seeds อ่ะค่ะ แต่คิดว่าที่ใส่ไปก็โอแล้วนะคะรสชาดเข้าเนื้อ
คือมีไรให้ใส่ไปให้หมดค่ะ... :D )

4 ใบ Bay Leaves ใบกระวาน

1 ชช เกลือป่น

1 ชต น้ำตาลทราย

 

วิธีทำ

เอาไก่มาแทงด้วยส้อมทุกอนุขุมขนก่อนนะคะ เพราะเวลาหมักเครื่องจะได้เข้าเนื้อ

หลังจากนั้นเอาเครื่องลงคลุกกับไก่

เข้าไปแช่อย่างน้อย 6 ชม. หรือ ค้างคืนยิ่งดี

*** notes***
ต้องขอประทานโทษด้วยนะคะเพราะว่าเมื่อคืนรีบเรยลืมถ่ายไก่ที่หมักไว้



ของอื่นๆ

4 ถ้วย ข้าวกล้อง หรือ ข้าวหอมมะลิ (เดี้ยนใช้ข้าวกล้องค่ะ)

5 ถ้วย น้ำเปล่า

7-8 หัว หอมแดง (อันนี้แล้วแต่ขนาดนะคะให้กะเอาเพราะโดยส่วนตัวชอบหอมแดงค่ะ)

2 ชต เนยสด หรือ น้ำมัน

รากผักชีหนึ่งต้นสำหรับใส่หุงข้าวก้นหม้อ (บอกแล้วว่าชอบผักชี!)


วิธีทำ

หั่นหอมแดง แล้วเอาลงไปผัดจนเหลืองออกทองๆ ตักพักไว้

จากนั้นเอาไก่ที่หมักไว้มาผัดจนเกรียม เสร็จแล้วเอาไก่ออกจากกะทะ

 ปิดฝาไว้ด้วยนะคะ ไก่จะได้สุกเร็วๆ

เอาต้นผักชีใส่ที่ก้นหม้อหุงข้าวแล้วนำน้ำที่เหลือจากการผัดไก่ให้เอามาลงในเตาหุงด้วย

แล้วก็ไก่ลงตามด้วยหอมแดงเจียว ใส่น้ำตาม หุงจนข้าวสุกค่ะ

ในระหว่างที่รอนี้ให้หั่นแตงกว่าสำหรับแต่งหน้าค่ะ

แล้วก็ทำอาจาดด้วยเรย....​

เครื่องน้ำอาจาด

ให้กะเอานะคะ...​ ^^'

แตงกวา

หอมแดงซอย

พริกขี้หนู

ผักชีสับละเอียด

มะนาวสด (อันนี้ใส่เองค่ะ ชอบให้มันเปรี้ยวๆกลิ่นธรรมชาติ)

น้ำส้มสายชูขาว (เดี๊ยนใช้ Rice Vinegar แทนค่ะ)

น้ำตาลปี๊บ เอามาต้มกะน้ำ ทำน้ำเชื่อมเหนียวๆ ขลุกขลิก


วิธีทำ

หั่นเครื่องทุกๆอย่าง นำน้ำตาลปี๊ปไปคนในไฟร้อนๆกับน้ำจนขุกขลิก

เอามาเทรวมกันแล้วก็คนให้เข้ากัน ตักขึ้นเสริฟค่ะ

 

 และแล้ว หน้าตาอาจาดจะออกมาเป็งแบบนี้นะคะ

ยกขึ้นเสริฟกันเรย.... 

เรียบร้อยค่ะ.... 

และทั้งหมดของมื้อนี้

ทานกับเครื่องเคียงต่างๆ พร้อมด้วย จับแช (ผัดวุ้นเส้นเกาหลี), แมงกระพรุนหูฉลาม, Dashimaki Tamago และ สลัดสาหร่าย ค่ะ

 

จบแล้วค่ะ... ไว้ลองทำทานกันดูนะคะ....

gb

พิซซ่าข้าวโพด - Mini Corn Pizza

posted on 05 Oct 2008 13:12 by glitterboi  in Gourmet

มาแล้วคร่าาาาาาาาาาาาาาาาาาพี่น้อง วันนี้วันหยุดทั้งที ทำไรทานดีนะ...​คิดไปคิดมา ทำ

Mini Corn Pizza หรือ MiNi พิซซ่าข้าวโพด

ทานเบาๆกับวาย์น Gewürztraminer หรือ Beer ก็ได้ค่ะ...​

Entry อันนี้อาจจะยาว นิดนึง แต่ก็อร่อย เลี้ยงเพื่อนๆ เวลามี Party หรือ เลี้ยงท้องตัวคุณคนเดียวก็ได้ค่ะ

มาเริ่มกันที่การทำแป้ง Pizza กันเรยนะคะ...

 

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียม มีดังต่อไปนี้ค่ะ

 

2 ถ้วย แป้งอเนกประสงค์ (All Purpose Flour)

1/2 ช้อนโต๊ะ ผงฟู (Instant Yeast)

1/2 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล

1/2 ช้อนโต๊ะ เกลือ

3 ช้อนโต๊ะ น้ำมันมะกอก (Olive Oil)

2/3 แก้ว น้ำอุ่นนิดๆ ไม่ต้องมีควันนะคะ

***Optional****

1 ฟอง ไข่ไก่ <--- อันนี้จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้นะคะ เดี้ยนไม่ใส่ค่ะ เพราะรู้สึกว่าทานลงไปแล้วรู้สึกไม่ต่างกับแป้งที่ใม่ใส่ไข่ไก่ 

 

 

มาลงมือทำกันเรยค่ะ

 

เอาแป้งลงร่อน ใส่เกลือ น้ำตาล ผงฟู น้ำอุ่น ตามด้วยน้ำมันมะกอกค่ะ คนให้เข้ากัน

จากนั้นให้นำแป้งมานวดให้เข้ากันประมาณ 5-8 นาทีค่ะ (นวดๆๆๆ นวดมันเข้าไป!!! )

ถ้าใครมี mixer ทุ่นแรงก็ดีเรยค่จะได้ไม่เหนื่อย

พอนวดเสร็จได้ที่แป้งจะเหนียวๆ ยืดหยุ่นได้ แต่จะไม่นิ่มมากนะคะ 

เดี้ยนทานแป้งชิ้นนี้ทั้งชิ้นไม่หมดอ่ะค่ะ เพราะฉนั้นต้องจัดแบ่งส่วนที่เหลือไว้ทำทานภายหลัง

แป้งพิซซ่าดีนะคะ เก็บเข้าช่อง freezer ได้เรย พร้อมใช้เมื่อไหร่ก็เอาออกมาทิ้งไว้ข้างนอกในอุณหภมิห้องให้ตัวแป้งมันฟู ทิ้งไว้ซักประมาณ 6 ชั่วโมงค่ะ

ส่วนถ้าใครชอบให้รสชาดแป้งเข้าเนื้อ พอปั้นเสร็จก็เอาเข้าตู้เย็นช่องปกติไว้ข้ามคืนค่ะ

ต๊าย! อธิบายเพลินเรย ... มาทำกันต่อค่ะ....

เอามีดมาเฉือนแป้งส่วนที่จะทำเก็บไว้ แล้วเอาใส่ถุงพลาสติก ราดด้วยน้ำมันนิดหน่อยนะคะ 

จากนั้นก็เอาเข้าช่อง Freezer โลดค่ะ

 

 

จากนั้นก็นำแป้งส่วนที่จะใช้มาใส่ชาม เอาน้ำมันมาทาซักหยด สอง หยดก่อนนะคะ

แล้วเอาผ้าหรือ plastic wrap มาปิดเปิดช่องให้แป้งหายใจนิดหน่อยในอุณภูมิห้อง ตั้งพักไว้ประมาณสองชั่วโมงค่ะ

กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ สองชั่วโมงผ่านไปแล้วหรือเนี่ย .... เร็วจัง

เอาค่ะ มาเริ่มกันต่อเรยน๊าาาาาาาาาาาาาาาาา 

 

อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมสำหรับ topping หน้าพิซซ่ามีดังต่อไปนี้นะคะ

 

1 ชามข้าวเล็กๆ พาสต้าซอส (Pasta Sauce) วันนี้เดี้ยนใช้พาสต้าซอสแบบ Organic ค่ะ

1 ชามข้าวเล็กๆ ข้าวโพดกระป๋อง หรือ ข้าวโพดเป็นฝักแบบสดๆ

1 ชามข้าวเล็กๆ ชีสผสมสามสหายสำหรับ Pizza ค่ะ (Mozzarella, Provolone, Cheddar)

1 ชามข้าวเล็กๆ Guanciale หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ (ใช้อะไรก็ได้นะคะตามชอบ แฮม, แบคอน, ไก่ต้ม, ผักโขม...​ ฯลฯ)

ผงสาหร่ายญี่ปุ่น (Aonori/青海苔) เอามาโรยหน้า

แม่พิมพ์คุกกี้แบบกลม (Pastry Cutter)

เอาแป้งอเนกประสงค์โรยบนถาดกันก่อน ส่วนที่ใครใช้

Pizza Stone ก็ไม่ต้องโรยนะคะ หย่อนเข้าไปใน Pizza Stone ได้เรย

ในระหว่างนี้ให้เตรียม topping ต่างๆนะคะ

เอา Guanciale มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆพักไว้

จากนั้นให้เปิดกระป๋องข้าวโพด เทน้ำออก แล้วเอาใส่ภาชนะที่เข้าไมโครเวฟได้ เติมน้ำเย็นแล้วเอาเข้าไปเวฟประมาณสามนาที หรือ มากกว่าแล้วแต่พลังของเครื่องไมโครเวฟของคุณนะคะ

พอเวฟเสร็จให้นำไปล้างกับน้ำเย็นจัดๆ หรือ น้ำที่มีน้ำแข็ง เพื่อหยุดการต้มในตัวข้าวโพดและคงสีสันสวยสด

เอาไปร่อนกับตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ แล้นำขึ้นไปใส่ชามพักไว้

 

เอาแป้งที่ฟููออกมาจากภาชนะ ณ ตอนนี้แป้งจะฟูขยาย และ นุ่มนิ่มน่าจับ

โรยแป้งอเนกประสงค์บน Countertop หรือ เขียงที่แห้งสนิท แล้วนำ Rolling Pin มาแบะแป้งให้แบน

เดี๊ยนชอบแบบ Thin Crust ค่ะ เรยแบะให้บางหน่อย แต่ไม่ต้องบางแบบกระดาษนะคะ

เดี๋ยวเวลาจับย้ายแป้งแล้วจะไม่เป็นทรงบูดๆเบี้ยวๆ

จากนั้นให้นำ Cookie Cutter แบบกลมมาวางตัดบนตัวแป้งจนแป้งออกมาเป็นแผ่นกลมๆ งามๆ  

แล้วย้ายแป้งที่ตัดแล้วไปในถาดเพื่อทำหน้า topping

เคล็ดลับ - เวลาแบะแป้งเนี่ย ควรจะแบะแป้งให้หนาเท่ากัน เพราะเวลาอบจะสุกพร้อมกันค่ะ

 

 

 

เอาล่ะค่ะ ถึงตอนทำหน้า topping แล้ว...​

ให้เอาน้ำมันมาทาขอบๆแป้งก่อน


 

จากนั้นตามด้วยพาสต้าซ๊อส ...​ ชีส ... ข้าวโพด และ Guanciale 

 

จากนั้นยกเข้าตู้อบใช้ใฟ้ 450 F องศาฟาเรนไฮท หรือ 232 C องศาเซลเซียส เป็นเวลา 12 นาที

เอาล่ะค่ะ...​ The Moment of Truth!!! เสร็จแล้วเอาออกมาจากเตาอบ

จัดใส่จานแล้วโรยหน้าด้วยสาหร่ายผงที่เรียกว่า Aonori (青海苔)

ถ้าไม่มีก็ใช้อะไรก็ได้ค่ะ เช่น ผักชี หรือ ต้นหอมให้ดูเขียวๆตัดกับสีข้าวโพด...

เป็นอันเสร็จพิธีค่ะ.... หน้าตาออกมาเป็นงี้นะคะ .... 

น่าทานมั้ยคะพี่น้อง? เชิญลองทำกันดูนะคะ  

ไว้จะมาโพสอะไรใหม่ๆแล้วกันแต่เดี๊ยน​ขอตัวไป Entertain ตัวเองก่อนค่ะ...​ 

เหอๆๆๆๆ หอมฉุยเรยน้ำย้อยกำลังร้องเรียกค่ะ....​

gb