ไข่ม้วนญี่ปุ่น - Dashimaki Tamago

posted on 04 Oct 2008 13:22 by glitterboi  in Gourmet

สวัสดีค่ะพี่น้อง

ตามสัญญานะคะกับ ไข่ม้วนญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันว่า Dashimaki Tamago

จานนี้ทานกันเป็นเครื่องเคียงได้เรยค่ะ ทานเย็นๆ หรือ ถ้าใครชอบกินแบบร้อนก็เอาไปเข้าไมโครเวฟซักหนึ่งนาทีก็ได้ค่ะ

มาเร่ิมกันเรยนะคะ....

 

ของที่ต้องเตรียมมีดังต่อไปนี้ค่ะ

  • 4 ฟอง ไข่ไก่
  • 1/3 ถ้วย นมสด หรือ น้ำ Dashi (เดี๊ยนใช้ น้ำ dashi แบบ concentrate ครึ่งช้อนโต๊ะ กับนม)
  • 1 ช้อนโต๊ะ น้ำตาล
  • 1 ช๊อนโต๊ะ มิริน (Optional นะคะ แล้วแต่คนจะชอบ)
  • น้ำมันนิดหน่อย
  • กะทะสี่เหลี่ยมสำหรับ Tamago (รู้สึกว่าที่ Daiso กับ Isetan ก็มีขายนะคะ แต่คุณภาพอาจจะไม่เวร์คเท่า กะทะแบบเคลือบหลายชั้น) หรือ กะทะธรรมดาก็ได้ค่ะ  

มาเริ่มกันเรยนะคะ

ตีใข่ใส่ถ้วย

เทนมในถ้วยตวง

ตามด้วยน้ำตาล และ concentrate dashi soup base พักไว้

ตีใข่ให้แตกแล้ว เอาไปกรองกับ strainer เพื่อให้เวลาลงกระทะแล้วเนียนๆ จากนั้นให้เอาน้ำ dashi ที่ผสมไว้เทรวมกันแล้วตีอีกทีให้เข้ากัน

เปิดเตาใช้ไฟกลาง วางกะทะสี่เหลี่ยมสำหรับ tamago แล้วเติมน้ำมันพอมัน (ห้ามเยอะนะคะ เดี่ยวไข่จะดิ้นในกะทะจนไม่เป็นทรง) แล้วใช้ตะเกียบที่ตีใข่มาลองละเลงดูในกะทะว่าร้อนได้ทีหรือยัง

ราดไข่ที่ตีไว้บนกะทะ ทีละนิด (ห้ามเยอะนะคะ เดี๋ยวไข่จะหนาไม่เท่ากัน) จากนั้นให้ใช้ตะเกียบม้วนทีละนิดตามรูปจนหมดไข่แผ่นแรก แล้วขยับไข่จากก้นกะทะไปด้านบนแล้วทำแบบนี้ซ้ำจนกว่าไข่่ที่ตีไว้หมด

เคล็ดลับ - ให้ม้วนไข่ในขณะที่ไข่กำลังสุก ไข่ต้องไม่เกรียมไม่แห้งนะคะ ไม่งั้นมันจะม้วนต่อกันเป็นชั้นๆไม่ได้

พอเสร็จแล้วให้เอาไข่ไปม้วนกับ sushi mat จากนั้นให้หั่นหัวและหางของไข่ที่ม้วนไว้

หั่นเป็นชิ้นๆแล้วจัดใส่จานเสริฟได้เรยค่ะ

 หน้าตา Dashimaki Tamago ค่ะ

ถ้าใครอยากจะให้ไข่ที่ม้วนไว้สุกชัวร์ๆทั้งข้างนอกและข้างในให้เอาไข่ม้วนไปเข้าไมโครเวฟก่อนหั่นค่ะ

เป็นเมนูนี้แสนจะง่ายสำหรับผู้ที่ชอบทานอาหารญี่ปุ่นนะคะ  อยากจะใสใส้อะไรก็ให้ใส่ตอนทำไข่ผืนแรกค่ะ

ไว้จะมาโพสใหม่นะคะ.... โพสแต่ละทีเหนี่อยจัง

ลองทำทานกันดูนะคะ

gb

สวัสดีค่ะ

ได้รับ Forward email นี้มานานแล้ว ดูแล้วอยากจะ share ความรู้สึกกับเหตุการณ์ครั้งเก่าๆที่แสนจะขมขื่น และ เกิดขึ้นครั้งหนึ่งใน "สยามประเทศ"

อยากจะให้พี่น้องร่วมผืนแผ่นดินเดียวกัน รัก และ สมานฉันท์ กันเข้าไว้ให้มากที่สุดค่ะ

gb

============================================================

 

 

Credit: GLAAD Gay & Lesbian Alliance Against Defamation - http://glaadorg.nexcess.net/cinequeer/gay_wedding_lo-713823.gif
 
กฏหมายรับรองการแต่งงานระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน ดูเหมือนว่าเป็นประเด็นฮ๊อตและมาแรงในหลายๆประเทศที่ผ่านมา ล่าสุดเรื่องนี้ได้รับการกล่าวขานถึงอีกครั้งเมื่อศาลสูงแห่งรัฐ California ได้ประกาศยกเลิกคำสั่งให้มีการห้ามการแต่งงานระหว่างบุคคลเพศเดียวกันขึ้น และอีกทั้งได้อนุญาติให้คนรักเพศเดียวกันแต่งงานกันได้โดยใช้คำว่า "แต่งงาน" และได้รับสิทธิทั้งหลายเทียบเท่ากับคู่รักต่างเพศทุกอย่าง นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่สนับสนุนการขยายขอบเขตของสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่มองว่านี่คือพัฒนาการขั้นสุดยอดของการแต่งงานที่มีการขยายขอบเขตนิยามการแต่งงานมาตลอดในประวัติศาสตร์ แต่ในขณะเดียวกัน กลุ่มอนุรักษ์นิยม หรือ conservative กลับมองว่านี่คือจุดจบของสถาบันการแต่่งนในความหมายดั้งเดิมเสียแล้ว...
 
Credit: Wikipedia - http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/d/d8/Hyakinthos.jpg
 
แม้คนส่วนใหญ่จะมองว่าประเด็นการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกันเป็นประเด็นใหม่ของสังคมประชาธิปไตย แต่พี่น้องรู้มั้ยคะว่า "การแต่งงาน" หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพศเดียวกันมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว
 
 การอยู่ร่วมกันระหว่างคนเพศเดียวกันฉันสามีภรรยาตามกฏหมายนั้น ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ในยุคเริ่มต้นที่มีการบันทึกทางประวัติศาสตร์กระโน้นเรยทีเดียว ตั้งแต่กรีซ อียิปต์ โรม จีน และ ญี่ปุ่น ตัวอย่างบุคคลผู้ที่มีความสนใจในเพศเดียวกัน เช่น   Socrates, Alexander the Great, Lord Byron, Edward II, Hadrian, Julius Caesar, Michelangelo, Donatello, Leonardo DaVinci, and Christopher Marlowe ฯลฯ บันทึกหลักฐานการใช้คำว่าแต่งงานสำหรับคนเพศเดียวกันครั้งแรกมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมันอันเป็นช่วงที่มีบันทึกว่ามีการแต่งงานกันขึ้นอย่างมากมายรวมทั้งบันทึกต่างๆที่ค้นพบในกรีซ
 
พอเมื่อศาสนาคริสต์ขยายตัวกลายมาเป็นศาสนาหลักของอาณาจักรโรมัน ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของผู้คนเกี่ยวับการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกัน เนื่องจากตามหลักศาสนาแล้ว การรักเพศเดีวกันถือเป็นบาป โดยในปี ค.ศ. 342 จักรพรรดิผู้นับถือศาสนาสริสต์ Constantius และ Constants ได้ประกาศให้การแต่งงานระหว่างคนรักเพศเดียวกันเป็นเรื่องผิดกฏหมาย
 
Credit: Changing Worldviews Radio - http://www.changingworldviews.com/images/GayMarriage.jpg
 
รูปแบบการอยู่ร่วมกันทางกฏหมายระหว่างคนรักเพศเดียวกันนั้นมีอยู่หลายสถานะด้วยกัน อาทิ แต่งงาน, Domestic Partnership, Civil Union, Civil Partnership และ Registered Partnership เป็นต้น ซึ่งในแต่ละรูปแบบต่างมีรายละเอียดในการรับสิทธิในด้านกฏหมายแตกต่างกันไป ซึ่งประเทศแรกที่มีการรองรับการอยู่ร่วมกันของเพศเดียวกันโดยรัฐในประวัติศาสตร์สมัยใหม่คือประเทศ Denmark ในปี ค.ศ. 1989
 
ในปัจจุบันมีเพียงหกประเทศเท่านั้นที่มีกฏหมายรองรับการแต่งงานระหว่างบุคคลเพศเดียวกัน ซึ่งจะเหมือนกับการแต่งงานระหว่างบุคคลต่างเพศทุกประการ คู่สมรสเพศเดียวกันจะได้รับสิทธิทางกฏหมายและผลประโยชน์ต่างๆเท่าเทียมกันกับคู่สมรสต่างเพศด้วย เช่น สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี สิทธิการเป็นเจ้าของร่วมกัน ฯลฯ
 
ประเทศแรกที่ออกกฏหมายรับรองการแต่งงานของบุคคลเพศเดียวกันคือ Netherlands ในปี ค.ศ. 2001, Belgium ในปี ค.ศ.2003, Canada และ Spain ในปี ค.ศ. 2005, South Africa ในปี ค.ศ. 2006 และ Norway ที่จะมีผลบังคับใช้ วันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2009 
 
ส่วนในสหรัฐอเมริกาคือรัฐ  California and Massachusetts และกลุ่ม Coquille Indian Tribe
 
ในอังกฤษแม้ว่าจะไม่ใช้ว่าแต่งงาน ทว่าใช้คำว่า Civil Partnership แทน แต่ในด้านสถานะทางกฏหมายและผลประโยชน์ต่างๆที่เกี่ยวข้องเมือนคู่สมรสต่างเพศทั่วไป
 

Credit: Christian Today - http://www.christiantoday.com/files/ame/ame_20040401_marrage2.jpg
 
 แม้ว่าการอยู่ร่วมกันระหว่างคนรักเพศเดียวกันโดยการรับรองทางกฏหมายจะได้รับการพูดถึงและยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ประเด็นนี้ก็ยังเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งให้กับสังคมมากมาย อาทิ กลุ่มคนที่มีความเคร่งครัดทางศาสนาหลายกลุ่มที่ยังมองว่าคนรักเพศเดียวกันเป็นบาป ดังนั้นการแต่งงานระหว่างคนเพศเดียวกันจึงถือเป็นบาปด้วยจนนำไปสู่การประท้วงและปะทะกันระหว่างผู้ที่คัดค้านและไม่เห็นด้วยอยู่หลายครั้ง อย่างไรก็ตาม องค์กรศาสนารุ่นใหม่หลายองค์กรได้มีทีท่าอ่อนลงและเปิดกว้างในการตีความพระคัมภีร์มากขึ้น
   
คนที่ไม่เห็นด้วยมองว่าการเปิดให้มีการรับรองเช่นนี้จะทำให้สถาบันครอบครัวอ่อนแอลง เป็นการทำลายหน้าที่และความหมายของครอบครัวในรูปแบบเดิมๆที่มีหน้าที่ในการสืบพันธุ์และเลี้ยงดูสามชิกของสังคมเพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็ง
 
กลุ่มผู้สนับสนุนสิทธิของบุคคลรักร่วมเพศกันมองว่าการับรองทางกฏหมายนั้นเป็นสิ่งที่ควรเกิดขึ้น เนื่องจากพลเมืองทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ดังนั้นจึงไม่ควรมีการกีดกันหรือเลือกปฏิบัติ นอกจากนั้นการแต่งงานจะทำให้คนรักเพศเดียวกันมีมุมมองในแง่บวกในการสร้างความสัมพันธ์ให้หนักแน่นขึ้นและน่าจะช่วยให้สังคมเข้มแข็ง และ เคารพนับถือในสิทธิมนุษย์ชนมากขึ้น
 
 
Credit: Welt Online - http://www.welt.de/multimedia/archive/00569/gay_marriage_law_BM_569293g.jpg